thank you for breathing today

posted on 13 Jan 2008 00:37 by kift713

คุณเคยคิดว่า..."ทำไมวันนี้ฉันซวยอย่างนี้?" หรือ "ทำไมสวรรค์ถึงกลั่นแกล้งฉัน?" บ้างไหม???

ถ้าเคย...ลองมาดูกันไหมว่าใครซวยกว่ากัน???

วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม...วันเด็กแห่งชาติ...12 มกราคม 2551 กับความซวยเกินห้ามใจ...เรื่องราวมันเริ่มตรงที่ฉัน...เจ๊ปุ้ย...คุณทอม...และคุณอาร์ม...พวกเราสี่คนนัดกันไปขึ้นดอยอินฯ ยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศ

คืนก่อนวันเดินทาง...ฉันไปนอนที่หอของคุณทอม...พอตอนใกล้สว่าง...เอาจนได้ค่ะ...หอที่ฉันไม่เคยไปนอนเลย...แต่ภาพในความฝันมันชัดเจนมาก...เจอดีเข้าจนได้...แต่เรื่องนี้มันไม่ร้ายแรงเท่าเหตุการณ์ต่อๆมาที่เกิดขึ้น

ฉันกับคุณทอมออกเดินทางจากหอพักมายังคอนโดฯของเจ๊ปุ้ยเวลาประมาณหกโมงครึ่งในตอนเช้า...อากาศไม่หนาวมากนัก...แต่พล็อบที่พวกเราเตรียมนี่ประหนึ่งการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา...เสื้อแขนยาว...เสื้อโค๊ด...ถุงมือ...ถุงเท้า...ผ้าพันคอ...หมวกอุ่น...เอากันชนิดที่ลมหนาวไม่ได้สัมผัสผิวกันเลย

ก่อนออกเดินทาง...เจ๊ปุ้ยก็ทำการตรวจเช็คสภาพรถโดยการโทรหาคุณป๋า...สอบถามถึงน้ำมันเบรค...ตรวจดูหม้อน้ำ...เสร็จแล้วพวกเราก็ออกเดินทางมารับคุณอาร์มระหว่างทาง

ระยะทางจากในตัวเมืองจนถึงยอดดอยน่าจะประมาณหนึ่งร้อยกิโลเมตรได้นะ...ก่อนอื่นพวกเราก็เลยไปยังวัดพระธาตุจอมทองเพื่อไปไหว้ขอพรพระ...และพักทานข้าวเช้ากันที่นั่น...เสร็จแล้วก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังยอดดอยกันเล๊ยยยยยยย....

 งานนี้เจ๊ปุ้ยรับหน้าที่เป็นสารถีขับรถ...ขับไปร้องเพลงไป...ประสานเสียงกันไป...ผ่านไปเพลงแล้วเพลงเล่า...รอยยิ้มและความสนุกสนานที่พวกเราได้รับกันนั้น...ไม่นึกเลยว่าจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว...ผ่านด่านตรวจที่หนึ่ง...เจ๊ปุ้ยก็ขับรถขึ้นดอยมาเรื่อยๆ...ระยะทางเกือบถึงครึ่งทางแล้ว...มาเจอกับจุดตรวจที่สอง...แต่แล้ว...รถก็เกิดดับ...สตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด...โชคดีที่ตรงนั้นเป็นทางลาดนิดหนึ่ง...เราจึงอาศัยแรงดึงดูดให้รถเราค่อยๆเลื่อยไปจอดริมถนนได้

คุณทอมลงไปเปิดกระโปรงรถ...ทำเหมือนจะรู้นะว่าอะไรเป็นอะไร...ปรากฏว่า...ฝาปิดหม้อน้ำอันตธารหายไปไหนไม่รู้แล้ว...น้ำในหม้อน้ำแห้งสนิท...ควันลอยขึ้นมาเลย...พวกเรามองหน้ากันแบบว่า..."เฮ้ย...ฝาหาย!!" คำถามมากมายโผล่ขึ้นมาในสมองแต่ละคน...เอาไงดี...เอาไงดี...ในระหว่างที่พวกเรากำลังตื่นๆกันอยู่นั้น...คุณอาร์มก็มองไปยังซอกลืบหนึ่ง..."เจอแล้ว...นั่นไง" เสียงนี้ทำให้พวกเราเริ่มมีกำลังใจกันขึ้นมา...รถที่ผ่านไปมา...ก็จอดดูแล้วแนะนำพวกเราว่า...ต้องรอเครื่องมันเย็นก่อน...น่าจะประมาณสองชั่วโมง...ค่อยเติมน้ำได้...ถ้าไม่งั้นเครื่องมันร้อนจัดมาเจอน้ำเย็นอาจจะทำให้หม้อน้ำระเบิดได้

แต่คุณทอมแบบว่าใจร้อนมาก...เติมน้ำลงไป...ควันพุ่งขึ้นมาเลยค่ะ...ต่างคนต่างแตกกันไปคนละทิศละทาง...รอจนกว่าควันจะหายไป...นานมากที่พวกเราติดกันอยู่ตรงนั้น...เวลาผ่านไปอย่างที่ทรมานจิตใจมากที่สุด...พี่คนขับรถพานักท่องเที่ยวมาดูนกก็มาบอกว่าควรเติมน้ำแบบนี้นะ...แล้วก็ขับไปอย่างนี้...ใช้เกียร์อะไร...รอบเท่าไหร่...ทำเอาเจ๊ปุ้ยแบบว่าขาดความมั่นใจในการขับขึ้นเลย...คุณทอมก็แบบว่ายุเจ๊ให้ขับขึ้นไปเลย...กล้าๆหน่อย...ส่วนฉันก็แบบว่ากินยาแก้เมารถไปเม็ดหนึ่ง...ง่วงค่ะ...นอนอยู่ท้ายรถ...ไม่สนโลกอะไรกะเค้าเลย

แต่แล้วความมั่นใจของเจ๊ปุ้ยที่หายไป...ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้...พวกเราจึงเอารถไปจอดทิ้งไว้ข้างทาง...แล้วทำการโบกรถขึ้นไปแทน...แต่ละคนก็ขนสัมภาระทั้งแบกเป้...กล้องถ่ายรูป...ขาตั้งกล้อง...ขนม...และสารพัดจะขนออกจากรถมาเพื่อทำการอาศัยรถคนอื่นขึ้นดอย...รถผ่านไปคันแล้วคันเล่า...ไม่มีใครกล้าโบกค่ะ...อาย...บางคันก็มองมาที่พวกเราแต่ก็ไม่จอดรับ...จนในที่สุด...มีรถคันหนึ่งที่พวกเราตัดสินใจทิ้งความอายแล้วก็ใช้สายตาแกมบังคับให้เค้าจอด...แล้วพี่ท่านก็ใจดีมากเลย...จอดรับพวกเราขึ้นรถพามาที่ยอดดอยด้วย...((ป้ายแพร่นะค่ะ))แม้ว่าจะไม่รู้จักชื่อของคุณพี่ท่าน...แต่ก็ขอบคุณนะค่ะ

ระหว่างทางที่ขึ้นมา...รถพี่ท่านก็เกิดดับขึ้นมาระหว่างทางงลาดขึ้นเขาพอดี...พวกเราสี่คนนั่งที่กะบะหลังก็มองหน้ากันเลิกลั่ก..."เอาอีกแล้วหรอเนี่ย??"...แต่แล้วก็ผ่านไปด้วยดี...ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนมาถึงที่ยอดดอยจนได้

แยกย้ายกันถ่ายรูปสมใจ...พวกเราก็ไปนั่งดื่มกาแฟกันที่จุดบริการนักท่องเที่ยว...พอกลับออกมา...รถพี่ท่านก็ไม่อยู่ซะแล้ว...ชะตากรรมพวกเราก็ต้องหาที่ฝากที่พึ่งพิงคันต่อไป...ยืนรอแบบว่าอนาจตัวเองเป็นที่สุด...จนมีรถคันหนึ่งแล่นมา...โบกอีกแล้วค่ะ...โบกไปลงที่พระธาตุ...((ป้ายลำพูนค่ะ))พอมาถึงที่พระธาตุเราก็เห็นรถคันแรกที่พวกเรานั่งมานั้นจอดอยู่ที่นี่...ทีแรกกะว่าจะอยู่รอที่รถเพื่อขอติดรถลงไปอีก...แต่แบบว่าจะน่าเกลียดไปไหม??...พวกเราเลยขึ้นไปถ่ายรูปที่บนพระธาตุแทน...เอาไงเอากัน...มาถึงนี่แล้ว...อย่างมากก็โบกคันที่สาม

หลังจากที่ถ่ายรูปกันที่พระธาตุเส็จแล้ว...((ขอไม่พูดถึงความงามของสถานที่นะค่ะ...เพราะว่านี่ไม่ใช่สารคดีแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว))พวกเราทั้งสี่คนก็เดินลงมาจากพระธาตุเพื่อทำการโบกรถอีกครั้ง...คุณอาร์มใจกล้าหน้าด้านมาก...รถมาติดๆกันแต่คุณอาร์มก็ยังโบก...แม้ว่าจะเป็นทางลาดลงแต่ก็มีรถคันหนึ่งจอดให้พวกเรา...แต่แบบว่าจอดไกลไปหน่อยไหม??...วิ่งไกลเลย...พอไปถึงที่รถ...เราก็เห็นว่าของท้ายรถเค้าเยอะมาก...กลัวว่าจะนั่งไม่ได้...แต่ในเมื่อพี่เค้าอุตส่าห์จอดให้แล้ว...ก็สนองความเมตตาของเค้าหน่อย...((คันนี้ป้ายภูเก็ตจ้า))นั่งแบบว่าทรมานสังขารกันมากมาย...ลืมไปว่าคนใต้ไม่ชินกับการขับรถขึ้น-ลงเขา...ใจเต้นตึกตักตลอดทางเลย...จนมาถึงที่ด่านตวรจที่สองที่พวกเราจอดรถทิ้งไว้...

แต่เรื่องราวความซวยยังไม่จบเพียงเท่านี้...พวกเราขับรถมาเรื่อยๆ...ค่อยๆขับ...ค่อยๆลงเขามา... ผ่านทางลงเขาที่ทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน...หนึ่งกิโลเมตรผ่าน...สองกิโลฯผ่านไป....เอี้ยดดดดดด...."โทษที...ปล่อยครัชเร็วไปหน่อย" เจ๊ปุ้ยหันมาขอโทษที่ทำพวกเราตกใจ...แม้กระทั่งคุณอาร์มที่นั่งหลับมาตลอดทางยังตื่น...แล้วเจ๊ก็ค่อยๆขับลงไปเรื่อยๆไม่เร็วมาก...เพราะว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์...หวังใจแค่ว่าต้องกลับบ้านให้ได้

"เฮ้ย...เบรคไม่อยู่!!" และแล้วเจ๊ปุ้ยก็ตะโกนขึ้นมาในรถ...ฉันกับคุณทอมตกใจมาก...แต่คุณอาร์มหลับ...ขาเจ๊ปุ้ยสั่นมากถึงมากที่สุด...ขาขวาสั่นแบบที่จับก็ไม่อยู่แล้ว...สั่นอยู่ขาเดียว...ขาเดียวจริงๆ...มือสองข้างกับขาซ้ายไม่สั่นเลย...เจ๊ปุ้ยพยายามดึงเบรคมือแต่มันไม่ค่อยอยู่...ตอนนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมีจริงพวกเราก็ขอให้มาคุ้มครองให้หมด...กว่าจะพ้นทางลงเขาที่ลาดชันและคดเคี้ยวตรงจุดนั้นมาได้...เล่นเอาใจหายกันไปทั่วหน้า...พอจอดรถได้เสร็จ...ขาเจ๊ปุ้ยที่สั่นอยู่ข้างเดียวนั้นยิ่งเพิ่มความสั่นเข้าไปอีกเท่าตัว...พยายามจับก็แล้ว...ทำยังไงก็แล้วมันก็ยังไม่หยุดสั่น...เจ๊คงจะกลัวมากเพราะว่าเป็นคนพาพวกเรามาแล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นเจ๊ก็คงรับผิดชอบชีวิตพวกเราไม่ได้แน่ๆ...พวกเราต่างคนต่างช่วยกันทำให้เจ๊ใจเย็นลง...เวลาผ่านไปนานมากกว่าแบตฯในขาเจ๊จะหมดและเพลาความสั่นลงไปมาก

To Be Continuous...

edit @ 13 Jan 2008 09:31:48 by PanDoRa_P.7